วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ลดขนาดรูปแล้ว


รูปเดิมยังไม่ได้ลดขนาด


6 สร้าง NAVIGATION BAR บนรูปภาพ


15 ออกแบบหน้าเว็บเพจอื่นๆ ภายในเว็บไซท์


14 ออกแบบหน้าโฮมเพจ(index.html)


13ออกแบบหน้าโฮมเพจ


วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

12 สร้างภาพพื้นหลังขนาดใหญ่




11 สร้างภาพ Background สำหรับพื้นเว็บเพจ


10 สร้างปุ่มสำหรับทำเมนูแบบ Rollover




9 สร้างป้ายหัวรายการ




8 เทคนิคการสร้างปุ่มแบบมีมิติ




7 สร้างรูปภาพทำ List รายการ


5 การสร้าง Navigatoin Bar แนวนอน




4 สร้างปุ่ม button


วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แบบฝึกหัดบทที่ 14

แบบฝึกหัดบทที่ 14

1. จงอธิบาย เปรียบเทียบ พร้อมยกตัวอย่างของไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน
ตอบ เวิร์มมีลักษณะคล้ายไวรัสคือเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อคัดลอกตัวเองจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยอัตโนมัติจากการเข้าควบคุมคุณสมบัติบางอย่างของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ส่งถ่ายไฟล์หรือข้อมูลเมื่อเวิร์มเข้ามาอยู่ในระบบของคุณแล้ว จะสามารถแพร่กระจายด้วยตัวเองได้สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดของเวิร์มก็คือความสามารถในการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วได้เป็นจำนวนมาก

ตัวอย่างเช่น
เวิร์มสามารถส่งสำเนาของเวิร์มไปยังทุกคนที่มีรายชื่อในสมุดบันทึกอีเมลแอดเดรสของคุณ
และคอมพิวเตอร์ของเจ้าของรายชื่อเหล่านั้นก็จะดำเนินการ
เช่นเดียวกัน
ม้าโทรจันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ดูเหมือนเป็นซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์
แต่ในความเป็นจริง
กลับสร้างความเสียหายม้าโทรจันจะแพร่กระจายได้เมื่อผู้ใช้ถูกหลอกให้เปิดโปรแกรม
เนื่องจากคิดว่าโปรแกรมดังกล่าวมาจากแหล่งที่มาที่อ้างถึงจริงๆม้าโทรจันยัง
อาจแฝงมากับซอฟต์แวร์ประเภทที่ให้คุณดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
จึงไม่ควรดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากแหล่งที่มาซึ่งคุณไม่รู้จัก
และให้ดาวน์โหลดโปรแกรมปรับปรุงและ patch ของ microsoft อยู่เสมอ
จาก microsoft windows update หรือ microsoft office update

2. สปายแวร์ (Spyware) คืออะไร และมีวิธีการติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร

ตอบ สปายแวร์เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเข้าตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป เช่นตรวจสอบว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์นั้นๆสนใจเข้าเว็บไซต์ประเภทใดหรือสนใจสินค้า,บริการใดเป็นพิเศษและทำการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นเพื่อส่งกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์กลางที่ตั้งไว้เพื่อทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกนำไปใช้ในการทำตลาดของสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือหากร้ายแรงไปกว่านั้นข้อมูลที่สปายแวร์เก็บรวบรวมและส่งกลับไปอาจเป็นข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับส่วนตัวก็อาจถึงข้อละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ทั้งนี้หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดมีสปายแวร์ฝั่งตัวอยู่อาจได้รับผลกระทบอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น เกิดความรำคาญ,มีค่าใช้จ่ายในการใช้โทรศัพท์สูงกว่าปกติ,คอมพิวเตอร์หยุดการทำงานบ่อยมากกว่าปกติ









3. ท่านมีวิธีการหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายของสแปมเมลอย่างไรบ้าง
ตอบ ที่ช่วยกรองและกำจัดสแปมเมล์ก่อนที่เมล์เหล่านั้นจะถูกส่งไปยังกล่องเมล์ของเรา
การบล็อกสแปมเมล์ก่อนที่เมล์เหล่านั้นจะถูกส่งไปยังกล่องจดหมายการติดตั้งโปรแกรม แอนตี้สแปม (Aati-Spam Program)


4.ท่านคิดว่าปัญหาในเรื่องความปลอดภัยใดบ้างที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต ในองค์การธุรกิจและจะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขปัญหานั้นอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง
ตอบ น่าจะเป็นปัญหาในเรื่องอาชญากรรม ซึ่งสมัยนี้เด็กๆ
ก็สามารถเล่นกันได้ เป็นปัจจัยหลักในการเพิ่ม
ความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยป้องกันปัญหานั้น คือ
ควรมีการตรวจสอบการเข้าใช้ อย่างละเอียด เช่น การตรวจสอบเสียง
ลายนิ้วมือ ลายเซ็นและออกกฎหมายเพิ่มขึ้น
และบทลงโทษที่รุนแรงกว่าเดิม


5.ท่านคิดว่าการทำสำเนาแผ่นซีดีเพลงเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่
เพราะเหตุใด และการดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน
ท่านมีความเห็นอย่างไร
ตอบ ที่ผิดจริยธรรมมากทั้งสองอย่างเลย เพราะการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผิดกฎหมายแน่นอน
เป็นการกระทำที่มักง่ายที่สุด แต่ก็ยังมีคนทำอยู่มาก มันทำให้คนที่เขาตั้งใจสร้างผลงานออกมาแต่ละอย่างไม่คุ้มค่ากับการทำงาน บางคนถึงกับขาดทุนเลยด้วยซ้ำ


6. จากเหตุการณ์ต่อไปนี้ จงตอบคำถามผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและสารสนเทศของบริษัทแห่งหนึ่งได้สอดส่องการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ของพนักงานบริษัทและพบว่ามีพนักงานจำนวนมากใช้ระบบของบริษัทเพื่องานส่วนตัวข้อความบางส่วนที่ตรวจพบเป็นจดหมายรักบ้างเป็นข้อมูลการดูแลผลการแข่งขันฟุตบอลบ้างดังนั้นผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยท่านนี้จึงได้เตรียมทำรายงานชื่อพนักงานเหล่านั้นพร้อมตัวอย่างข้อความที่ใช้งานกันเพื่อให้กับฝ่ายบริหารต่อไปผู้จัดการฝ่ายบางคนก็ลงโทษพนักงานในฝ่ายของตนที่ใช้อีเมลในงานส่วนตัวในขณะที่ฝ่ายพนักงานได้เรียกร้องในเรื่องความเป็นส่วนตัวของการใช้งานระบบอีเมลของบริษัท

6.1 ท่านคิดว่าการที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการฝ่ายสอดส่องเฝ้าดูการใช้อีเมลของพนักงานนั้นเป็นการกระทำ ผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ ผิดจริยธรรมในด้านที่เป็นการล่วงละเมิดส่วนบุคคลเกินไป และก็ถ้ามองในแง่ของการทำงานคิดว่าน่าจะไม่สมควรกระทำเด็ดขาด เพราะบริษัทต้องการพนักงานที่ทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มความสามารถไม่ใช่มานั่งทำงานส่วนตัว





6.2 การใช้อีเมลเพื่อการสื่อสารส่วนตัวของพนักงานเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่
จงให้เหตุผลประกอบ
ตอบ การใช้อีเมล์เพื่อการสื่อสารส่านตัวของพนักงาน คิดว่า ไม่ผิดจริยธรรม แต่ถ้าหากใช้ไม่ถูกที่ เช่นที่ทำงาน การใช้อีเมลล์แต่ละครังอาจนำไวรัสเข้ามาด้วยโดยเฉพาะอีเมลล์ส่วนตัว ยิ่งอ่านภาษอังกฤษไม่ออกยิ่งไปกันใหญ่ มักจะทำให้ข้อมูลหาายหรือระบบในบริษัทล่มเอาได้

6.3 การที่ผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและสารสนเทศส่งรายชื่อพนักงานที่กระทำผิด
ในกรณีนี้ให้กับผู้บริหาร
เป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่เพราะเหตุใด
ตอบ ไม่ผิดจริยธรรมแต่ควรตักเตือนก่อนหรือให้คำชี้แนะที่ดีแก่พนักงานเหล่านั้นถ้าครั้งต่อไปยังมีค่อยว่ากันอีกที

6.4 การลงโทษพนักงานที่กระทำผิดในกรณีนี้เป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ ผิดจริยธรรมเพราะว่าการลงโทษพนักงานอาจทำเป็นผลเสียต่อบริษัทอย่างมากและพนักงานบางคน อาจลาออกจากงานไปเลยก็ได้แล้วไปพุดต่อๆๆกันก็อาจจะไม่มีใครอยากไปสมัครงานที่นั่นก็จะส่งผล
กระทบในตำแหน่งงานนั้นด้วยตามมา

6.5 ท่านคิดว่าบริษัทควรดำเนินการเช่นใดเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ถูกต้อง
ตอบ อันดับแรกก็น่าจะ ตักเตือนกันก่อนเพราะบางทีบางบริษัทไม่มีข้อบังคับในการใช้สื่อต่างๆ
ของบริทษัท และให้ใช้เมลลที่เป็นของบริษัทที่ใช้ในการติดต่อลูกค้าโดยเฉพาะเลยและให้มีการฝึกอบรมพนักงานบ้างอาจทุก ๆปี

แบบฝึกหัดบทที่ 13

แบบฝึกหัดบทที่ 13

1. สารสนเทศกับความรู้คืออะไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ความรู้คือสารสนเทศที่ถูกตีความแล้วด้วยประสบการณ์หรือตีความด้วยระบบ
ความรู้สามารถนําไปปฏิบัติ และเป็น Best Practice ให้กับธุรกิจได้สามารถถ่ายทอด ภายใน องค์กรและระหว่งองค์กรได้การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของโลก และสารสนเทศ ส่วนสารสนเทศ คือ ความเข้าใจ ทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสิ่งที่ได้รับการสั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่สามารถถ่ายทอดให้กับบุคคลอื่น ๆ ได้


2. การจัการความรู้มีความสำคัญต่อองค์การในปัจจุบันอย่างไร
ตอบ เป็นกระบวนการในการสรรหา การเลือก การรวบรวมหมวดหมู่ง่ายต่อการสรรหา การเลือก การจัดระบบ การสร้างและจัดเก็บรวบรวมจัดระบบที่คนในองค์การสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อที่จะพัฒนาตนองให้มีความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ


3. เทคโนโลยีสารสนเทศมีการถูกนำไปใช้ในการจัดการความรู้ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ
3.1 ระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
3.2 ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
3.3 การสืบค้นข้อมูลข่าวสาร
3.4 การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
3.5 ระบบประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์
3.6 ซอฟต์แวร์การสนับสนุนการทำงานเป็นทีม
3.7 การเผยแพร่สื่อผ่านระบบเครือข่าย
3.8 การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์
3.9 บล็อกหรือพื้นที่เสมือนที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้www.gotoknow.org


4. เว็บศูนย์รวม (Enterprise Knowledge Portal) และบล็อก (Blog และ Weblog) สำหรับการจัดการความรู้ในองค์การ ต่างกันอย่างไร มีประโยชน์ต่องค์การอย่างไร
ตอบ ต่างกันคือ เว็บศูนย์รวม (Enterprise Konwledge Portal) เป็นการบูรณาการความรู้ กลไกลการรายงาน และทำงานร่วมกัน ส่วน(Blog หรือ Weblog)เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้หรือประสบการณ์ผ่านพื้นที่ Cyber Space ทั่งสองเว็บนี้มีประโยชน์ต่อองค์การคือเป็นเว็บที่เผยแพร่ความรู้หรือประสบการณ์ เรื่องเล่า ขององค์การ เป็นต้น


5. ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการจักการความรู้ขององค์การให้ประสบความสำเร็จ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ ได้รับการสนับสนุนจาก ผู้บริหาร เช่น บริษัท นิยมพานิช จะจัดโครงการความรู้ ขึ้นมานั้นต้องได้รับกากรอนุมัติ หรือการสนับสนุนจากผู้บริหารก่อน โครงการถึงจะเริ่มได้

5.1 มีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น บริษัท นิยมพานิช กำหนดว่าการจัดทำโครงการความรู้ ขึ้นมาครั้งนี้
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และเผยแพร่ความรู้กับกลุ่มคนในองค์การ


5.2 มีวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ เช่น โครงการความรู้ที่จะจัดขึ้นมานั้นผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเสนอแนวคิดต่อที่ประชุมหรือการแลกเปลี่ยนความรู้ ในการจัดโครงการความรู้

5.3 มีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ทางบริษัท นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาจัดโครงการความรู้

5.4 ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ เช่น บริษัท นิยมพานิช จัดโครงการความรู้ ขึ้นมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้ดี

5.5 มีการวัดผล เช่น โครงการความรู้ที่จัดทำขึ้นมานั้น ทางบริษัท ต้องจัดคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและวัดผลการจัดโครงการความรู้ครั้งนี้ .ให้สามารถที่จะสรุปงานต่อผู้บริหารได้อย่างถูกต้อง

5.6 มีการพัฒนาการจัดการความรู้สม่ำเสมอ เช่น ทางคณะผู้เกี่ยวข้องกับโครงการความรู้
ต้องช่วยการนำแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อ บริษัทมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ที่กล่าวมาข้าง ต้น
เป็นปัจจัยต่อการจัดการความรู้เพื่อที่จะทำให้องค์การ หรือบริษัทได้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
และสามารสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับองค์การด้วย

แบบฝึกหัดบทที่ 12

แบบฝึกหัดบทที่ 12

1. เหตุใดองค์การจึงต้องมีการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ตอบ เพราะต้องการประสิทธิภาพในการทำงานทั้งการจัดเก็บข้อมูล จัดการเอกสาร เสร็จภายในกำหนด การบริหารของผู้บริหารด้วย
ระบบสารสนเทศจึงสำคัญมากและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับงานที่มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนตามเศรษฐกิจ
ตามกาลเวลา


2.นักวิเคราะห์ระบบมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบอย่างไรและหากท่านต้องการเป็น นักวิเคราะห์
ตอบ นักวิเคราะห์ระบบมีบทบาทสำคัญ คือ ศึกษาและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบงานและความต้องการของผู้ใช้
เพื่อนำมาวิเคราะห์ออกแบบระบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของผู้ให้ และถ้าหากต้องการนักวิเคราะห์ระบบที่มีคุณภาพ
ต้องมี ทักษะในด้านเทคนิคด้านการวิเคราะห์ ด้านบริหารจัดการ และด้านการติดต่อสื่อสาร


3. ขั้นตอนในการพัฒนาระบบและผลลัพธ์ที่ได้จากแต่ละขั้นตอนมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ ผลลัทธ์จากการกำหนดและเลือกสรรโครงการ มี 4 ขั้นตอนดังนี้
3.1 อนุมัติโครงการ คือให้ดำเนินโครงการในขั้นตอนการพัฒนาระบบต่อไป
3.2 ชะลอโครงการ คือ เนื่องจากองค์การยังไม่มีความพร้อม
3.3 ทบทวนโครงการ คือ โดยให้นำโครงการไปแกไข้แล้วจึงนำเสนอโครงการ
3.4 ไม่อนุญาติ คือ ไม่มีการดำเนินโครงการนั้นต่อไป
ผลลัทธ์ของการเริ่มต้นและวางแผนโครงการ คือ แผนงานของโครงการและรายงานการสำรวจ ระบบ เบื้องต้น

ผลลัทธ์ ของการวิเคราะห์ระบบ คือเป็นการรายงานการวิเคราะห์ระบบซึ่งจะแสดงรายละเอียดในการวิเคราะห์ระบบปัจจุบัน

ผลลัทธ์ ของการออกแบบระบบ คือรายงานการออกแบบระบบซึ่งจะแสดงการออกแบบ ระบบทั้งหมด

ผลลัทธ์ ของการดำเนินการระบบ คือ เพื่อสร้างระบบและติดตั้งระบบจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด


4.แรงจูงใจต่อการเลือกแหล่งภายนอกให้มาพัฒนาหรือดูแลระบบสารสนเทศให้กับองค์การมี
อะไรบ้าง และวิธีนี้มีข้อพึงระวังอย่างไร

ตอบ ระบบประกอบด้วย ข้อควรพึงระวังดังนี้
4.1 ด้านความคุ้มค่าทางการเงิน-อำนาจในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศลดลง
4.2 ด้านคุณภาพและความยืดหยุ่นในการทำงาน -การรั่วไหลของข้อมูล
4.3ด้านความสามารถในการแข่งขัน -ความไม่สนใจติดตาดความรู้ด้านเทคโนโลยี การพึ่งพิงผู้ให้ บริการ


5.ท่านคิดว่าปัจจัยของการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จควรประกอบด้วย อะไรบ้าง
ตอบ ปัจจัยของการพัฒนาระบบสารสนเทศประกอบด้วย
5.1 การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร
5.2 มีการกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ชัดเจน
5.3 มีทีมงานพัฒนาที่มีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ
5.4 มีความสามรถในการรวบรวมปัญหาและความต้องการของระบบ
5.5 สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
5.6 มีการบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนอย่างมีประสิทธิภาพ

แบบฝึกหัดบทที่ 11

แบบฝึกหัดบทที่ 11

1. อธิบายความหมายของระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การและโครงสร้างของระบบ
ตอบ ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การ หรือที่เรียก ERP ย่อมาจาก
Enterprise Resource Planing เป็นระบบสารสนเทศที่บูรณาการงานหลักต่างๆของ
องค์การเช่นการจัดซื้อจักจ้าง การผลิต การขาย การบัญชีและการบริหารบุคคลฯลฯเข้า
ด้วยกันโดยเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ (Real Time) เพื่อตอบสนองความต้องการ
ข้อมูลหรือสารสนเทศโดยภาพรวมและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
โครงสร้างของระบบ ERP
1.1 ซอฟต์แวร์โมดูล (Business Application Software Module)
ทำหน้าที่หลักในองค์การ
แต่ละโมดูลจะทำงานเฉพาะในแต่ละโมดูลนั้นๆแล้วยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันได้
1.2 ฐานข้อมูลรวม (Intergrated Database) ซอฟต์แวร์โมดูลทุกโมดูลสามารถเข้าถึง
ฐานข้อมูลรวมได้โดยตรง และสามารถใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลรวมนี้ร่วมกันได้ข้อมูลในเรื่องเดียวกันที่
ได้จากการประมวลผลของซอฟต์แวร์โมดูลต่างๆจะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานและนำมาเก็บไว้ที่
เดียวกันทำให้ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล

1.3 ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ (System Administration Utility)
เป็นส่วนที่สนับสนุนการบริหารจัดการระบบ
เช่นการคัดลอกสำเนาการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
การบริหารเครือข่าย การ(Backup) ข้อมูล
1.4 ระบบสนันสนุนการพัฒนาและการปรับเปลี่ยน (Development and Customization)
เป็นส่วนที่สนับสนุนการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนบางงานให้เข้ากับการทำงานขององค์การ



2. องค์การจะได้รับประโยชน์และมีความท้าทายอย่างไรในการนำระบบ ERP มาใช้
ตอบ
2.1 กระบวนการบริหาร ระบบ ERP สามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริหารได้อย่าง เที่ยงตรง ทำให้ผู้บริหารทราบผลการดำเนิน
งานและตรวจสอบสถานการณ์การดำเนินงานขององค์การระบบ ERP ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปในทางเดียวกัน

2.2 เทคโนโลยีพื้นฐาน ระบบ ERPช่วยเชื่อมโยงระบบงานต่างๆที่กระจัดกระจายเข้า ด้วยกันเสมือนเป็นระบบเดียวกันทั้งองค์การการ
สร้างมาตรฐานและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ของระบบงานต่างๆจะช่วยลดเวลา และจำนวนคนในการทำงาน ลดขั้นตอน และ ค่าใช้ จ่าย


2.3 กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว การบูรณาการงานหลักต่าง ๆ ขององค์การเข้าด้วยกัน
ช่วยให้ประสานงานทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้
อย่างรวดเร็วความท้าทาย

2.4การเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินธุรกิจ และ วัฒนธรรมการทำงานภายในองค์การ
การนำ ERP มาใช้ ผู้ใช้อาจต้องปรับขั้นตอนหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน
ให้เหมาะสม ความท้าทายก็คือ การค้นหาว่าขั้นตอนการทำงานใดที่สมควรจะค
จะต้องได้รับการปรับเปลี่ยน และทำการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับ ERP

2.5 การบริหารโครงการระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ และค่าใช้จ่ายในตอนเริ่มต้นที่สูง
การพัฒนาระบบ ERP จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงตอนเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้รับการประเมิน
ประโยชน์ จนกว่าจะมีการนำระบบไปใช้และบุคลากรมีความชำนาญมากขึ้
มีความเข้าใจและเชื่อมั่นในข้อมูลที่ได้จากระบบ

2.6 ความไม่ยืดหยุ่นในการปรับซอฟต์แวร์ระบบ ERP เป็นระบบที่มีความซับซ้อนต้อง
อาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ดูแลบำรุงรักษา แต่บางครั้งการแก้ไขซอฟต์แวร์มากเกินไป
อาจมีความเสี่ยงในการเจอ(Bug) หรือในกรณีที่นำเอาระบบมาใช้งานแล้ว
เมื่อความต้องการขององค์การเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจซอฟต์แวร์อาจไม่มี
ความยืดหยุ่นพอเนื่องจากผู้ออกแบบซอฟต์แวร์ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า


3. ขั้นตอนในการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ ขั้นตอนในการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การ
3.1 การศึกษาและวางแนวคิดในขั้นแรกจะต้องทำการศึกษาถึงสภาพปัจจุบันขององค์การว่า
มีความจำเป็นจะต้องนำ ERP มาใช้ในองค์การหรือไม่ ต้องมีการศึกษา และทำความเข้าใจถึง
รูปแบบทางธุรกิจ กระบวนการทางธุรกิจปัญหาขององค์การและสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว
จากนั้นก็รอขั้นตอนขออนุมัติจากผู้บริหารเพื่อให้นำ ERP มาใช้เมื่อได้รับอนุมัติแล้วก็เริ่มทำ
ในขั้นตอนการวางแผนต่อไป

3.2 การวางแผนนำระบบมาใช้จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีหน้าที่ในการ กำกับ
ดูแลให้การคัดเลือกระบบ ERP เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ คณะกรรมการจะดำเนินงาน
เกี่ยวกับการกำหนดลำดับขั้นตอนของกระบวนการทางธุรกิจใหม่กำหนดวัตถุประสงค์
เป้าหมายและขอบข่ายในการนำ ERP มาใช้ทุกส่วนขององค์การ หรือนำมาใช้กับกระบวนการ
หลัก ๆ ขององค์กร

3.3 การพัฒนาระบบเป็นขั้นตอนที่ลงในรายละเอียดของการพัฒนาระบบที่เหมาะสมกับองค์การ
ประกอบไปด้วยการจัดทำแผนโครงการพัฒนาโดยละเอียด กำหนดงานที่จะต้องทำพร้อมทั้งระบุ
เวลา และเป้าหมายที่จะได้รับทำการสำรวจระบบงานปัจจุบันว่าจะต้องปรับปรุง ลดขั้นตอน หรือ
เปลี่ยนแปลงงานอย่างไรสรุปความต้องการขององค์การว่ามีความต้องการซอฟต์แวร์ที่มี
ความสามารถอะไรบ้างแล้วกำหนดรูปแบบทางธุรกิจและกระบวนการทางธุรกิจที่น่าจะเป็นและ
นำกระบวนการนี้มาเปรียบเทียบกับกระบวนการทางธุรกิจที่มีให้เลือกจากซอฟต์แวร์ ERP

3.4 การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ ERP ซึ่งจำเป็นต้อง
มีการฝึกอบรมและให้การสนับสนุนบุคลากรในการใช้ระบบส่งเสริมให้บุคลากรมีความชำนาญ
ในการใช้ระบบมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในข้อมูลที่ได้จากระบบและสามารถนำมาใช้ประโยชน์
ได้ หลังติดตั้งแล้วต้องมีการประเมินผลจากการนำระบบมาใช้เป็นระยะ และนำผลประเมินนั้นมา
ปรับปรุงระบบต่อไป


4. ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนการตัดสินใจในการเลือกซอฟต์แวร์ ERP มีอะไรบ้าง และให้ยกตัวอย่าง
ของ ERP ที่มีในท้องตลาดมา 3 ชื่อ
ตอบ ปัจจัยที่ควรพิจารณา
4.1 การศึกษาและการวางแนวคิด
4.2 การวางแผนนำระบบมาใช้
4.3 การพัฒนาระบบ
4.4 การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถ
ซอฟต์ ERP ในท้องตลาด
- IFS Application
- mySAP ERP
- Peoplesoft


5. ความจำเป็นและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการขยายขีดความสามารถของระบบ ERP ให้เชื่อมโยงกับระบบของคู่ค้ามีอะไรบ้าง จงยกตัง อย่างประกอบคำอธิบาย
ตอบ องค์การหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับการขยายขีดความสามารถของระบบ ERP จาก
เดิมที่มีระบบ ERP เป็นแกนหลักของระบบข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินงานภายใน
องค์การ เป็นการขยายขอบเขตให้เชื่อมโยงกับองค์การภายนอกได้ เพื่อให้สามารถใช้
ข้อมูลร่วมกัน และประสานกระบวนการทางธุรกิจระหว่างองค์การ

แบบฝึกหัดบทที่ 10

แบบฝึกหัดบทที่ 10

1. อธิบายความหมายของกลยุธ์ และระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ กลยุทธ์ (Strategy) คือ แผนรวมขององค์การที่นำเอาข้อได้เปรียบและจุดเด่นในด้าน
ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ และปรับลดจุดด้อย หรือเอาชนะข้อจำกัดที่มีอยู่เพื่อแสวงหา
โอกาสและหลีกเลี่ยงอุปสรรคซึ่งจะทำให้องค์การสามารถอยู่รอดเจริณเติบโตได้ในระยะ
ยาวรวมทั้งสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่า
จำกัด

ส่วนระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ เป็นระบบสารสนเทศใด ๆ ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบ
ในการแข่งขันหรือลดความเสียเปรียบให้องค์การนั่นเอง


2. องค์การสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ใดได้บ้างเพื่อรับมือแรงกดดันทางการแข่งขัน
ตอบ 2.1 กลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านราคา (Cost Leadership Strategy)
2.2 กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy)
2.3 กลยุทธ์เน้นกลุ่มเป้าหมาย (Focus Strategy)


3. กิจกรรมของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) มีอะไรบ้าง และจงยกอย่างของระบบสารสนเทศ
เชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในแต่ละกิจกรรม
ตอบ กิจกรรมมีดังนี้

3.1) กิจกรรมหลัก (Primary Activities)
- การลำเลียงเข้า (Inbound Logistics)
- การดำเนินงานหรือการผลิต (Operations)
- การลำเลียงออก (Outbound Logistics)
- การตลาดและการขาย (Marketing and Sales)
- การบริการ (Services)
3.2) กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities)
- โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท (Firm Infrastructure)
- การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resoure Management)
- การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Management)- การจัดหา
(Procrument) ระบบสารสนเทศจะถูกนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของห่วงโซ่คุณค่า
(Value Chain) เพื่อปรับปรุงกระบวนการการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการซึ่งอาจรวมถึงการสร้างสินค้าและ
บริการใหม่

4. กลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy) กับกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ (IS Strategy) และกล
ยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Strategy)มีความสัมพันธ์กันอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ .แผนกลยุทธ์ธุรกิจ(Business Strategy) จะเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางของ
แผน กลยุทธ์ของระบบสารเทศ (IS Strategy)ในขณะที่แผนกลยุทธ์ระบบสารเทศจะ
เป็นเครื่องชี้ทางให้กับแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT Strategy) ให้เกิด
ประโยชน์ที่สูงที่สุดให้กับองค์การนั้น


5. ระบบสารสนเทศระหว่างองค์การ (Interorganizational System: IOS)
มีลักษณะอย่างไรและการที่สามารถเข้าดูข้อทูลในระบบได้จะมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์การ
ตอบ ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ (Interorganizational
information systems-IOS) เป็นระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับองค์การอื่นๆ
ภายนอกตั้งแต่ 2 องค์การขึ้นไป เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสารหรือการประสานงาน
ร่วมมือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผ่านระบบ IOSจะช่วยทำให้การไหลของ
สารสนเทศระหว่างองค์การหรือทั้งซัพพลาย เช่น
(Supply chain) เป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการวางแผน ออกแบบการพัฒนา การ
ผลิต และการส่งสินค้าและบริการ

แบบฝึกหัดบทที่ 8

แบบฝึกหัดบทที่ 8

1.อธิบายความหมายของESSระบบนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงได้อย่างไร
ตอบ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Support System : ESS)
เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจประเภทหนึ่งซึ่งได้รับการพัฒนามาโดยเฉพาะสำหรับผู้บริหาร
ระดับสูงเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง ผู้บริหารระดับสูงใช้ระบบESS
เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการบริหารและตัดสินใจโดยระบบจะให้ข้อมูลที่
ถูกต้องทันสมัยตามความต้องเพื่อในการกำหนดวิสัยทัศน์ภารกิจกลยุทธ์วัตถุประสงค์และเป้าหมาย
รวมถึงการวางแผนระยะยาวนอกจากนี้ระบบยังช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร
ระหว่างผู้บริหารและ บุคลากรในองค์การและระหว่างองค์การด้วย
ระบบESSได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถเหมาะสมและง่ายต่อการใช้งาน สอดคล้องกับความ
ต้องการ ทักษะรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริหาร ระบบESSบางครั้งเรียกว่าระบบ
EIS ซึ่งเป็นระบบที่ให้สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงเช่นกันแต่ระบบESSระบบรวม
ความสามารถ เพิ่มเติมด้านการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์การวิเคราะห์ข้อมูลการ จัดการและการจัดลำดับ
งาน
ลักษณะของระบบ ESS
1.1 ให้สารสนเทศที่มีประโยชนต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์
1.2 ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
1.3 เชื่อมโยงกับแหลงขอมูลภายนอก เหตุการณตาง ๆ
1.4 สามารถประมวลผลในรูปแบบที่ไมไดกําหนด
1.5 พัฒนาเฉพาะสําหรับผูบริหาร
1.6 มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อ


2. ลักษณะข้อมูลและแหล่งข้อมูลสำหรับระดับสูงมีอะไรบ้างจงอธิบาย
ตอบ ข้อมูลของผู้บริหารระดับสูงได้มาจากแหล่งภายในและภายนอกองค์การทีมีผลกระทบ
ต่อการดำเนินธุรกิจข้อมูลเหล่านี้ควรนำมากลั่นกรองและคัดเลือกก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์ทั้งในเชิง
ปริมาณและเชิงคุณภาพเช่นข้ออมูลเกี่ยวกับความต้องการของธุรกิจ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา
ระหว่างประเทศข้อมูลทางเศรษฐกิจ และกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางกฎหมายที่มีผลต่อองค์การฯลฯ
ข่าวสารที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน คือข่าวสารที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริหารระดับสูง
ด้วยกันระหว่างผู้บริหาร กับพนักงานระหว่างพนักงานในองค์การอื่น เช่นข่าวสารจากสื่อมวลชน
ต่างๆ


3. ลักษณะของ ESS และความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงต่อความสำเร็จของระบบเป็นอย่างไร
ตอบ ลักษณะของระบบ ESS
3.1 ให้สารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์
3.2 ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
3.3 เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอก
3.4 สามารถประมวลผลในรูปแบบที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
3.5 พัฒนาเฉพาะสำหรับผู้บริหาร
3.6 มีระบบรักษาความปลอดภัย


4. Internet ช่วยสนับสนุนการทำงานของ ESS ได้อย่างไร
ตอบ เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองคการมีความสําคัญต่อการ
วางแผนและ การตัดสินใจของผูบริหารระบบสามารถเชื่อมโยงเขากับเวบไซตตาง ๆได เป็นแหล่ง
รวมข้อมูลสารสนเทศของระบบ ESSยังเป็นที่สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์การได้


5. ESS และ DSS แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ 1. ระบบ DSS สามารถสร้างขึ้นมาบนระบบ DSS
เสมือนเป็นระบบซึ่งช่วยให้สอบถามและใช้งานข้อมูลได้สะดวกขึ้น ซึ่งระบบ EIS จะส่งต่อการ
สอบถามนั้นไปยังระบบ DSS และทำการสรุปข้อมูลที่ระบบ DSS ส่งมาให้อยู่ในรูปที่ผู้บริหาร
สามารถเข้าใจได้ง่าย

2. ระบบ DSS จะถูกออกแบบเพื่อให้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร
ระดับกลางถึงระดับสูงแต่ระบบ EIS จะเน้นการให้สานสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ

3. ระบบ DSS จะมีส่วนของการใช้งานที่ไม่ง่ายเท่ากับระบบ EIS เนื่องจากระบบอีไอเอาเน้นให้
ผู้บริหารระดับสูงสุดใช้เอง

แบบฝึกหัดบทที่ 7

แบบฝึกหัดบทที่ 7

1. อธิบายความหมายและองค์ประกอบหลักของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
ตอบ DSS : Decision Support System คือระบบที่นำมาช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจ.
แก้ปัญหาโดยเฉพาะปัญหาที่ไม่ได้กำหนดแนวทางในการจัดการไว้ล่วงหน้าชัดเจน

1.1 การใช้ความคิดประกอบเหตุผล (Intelligence)รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหานำ
ข้อมูลมาวิเคราะห์ ตรวจสอบแยกแยะกำหนดรายละเอียดของปัญหา

2.2 การออกแบบ (Design) การพัฒนาวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้ อาจใช้ตัวแบบเพื่อ
สร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาออกแบบหนทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

3.3 การคัดเลือก (Choice) เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์มากที่สุด
อาจใช้เครื่องมือมา ช่วยวิเคราะห์คำนวณค่าใช้จ่ายผลตอบแทนแต่ละแนวทาง เพื่อให้ได้ทางที่ดีที่สุด


4.4 การนำไปใช้ (Implementation)เป็นขั้นตอนที่นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ ติดตามผล
การปฏิบัติเพื่อตรวจสอบว่าดำเนินงานมีประสิทธิภาพ หรือขัดข้องประการใด


2. ลักษณะและความสมารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ • สนับสนุนการทํางานของผู้บริหารได้หลายระดับ
• สนับสนุนการตัดสินใจทั้งในสถานการณ์แบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
สนับสนุนการตัดสินใจแบบเฉพาะบุคคลและแบบกลุ่มได้เนื่องจาปัญหามีความแตกต่างกัน
• สนับสนุนการตัดปัญหาที่เกี่ยวพันซึ่งกันและกันหรือปัญหาแบบต่อเนื่อง
• สนับสนุนทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ
• มีความยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถ เพิ่ม ลบ เปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ได้ง่าย
• สามารถใช้งานได้ง่าย โดยระบบ DSS มีส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับระบบด้วยภาษาที่ง่าย ต่อการเข้าใจ
• เพิ่มประสิทธิผลในการตัดสินใจ ทั้งในด้านความถูกต้องแม่นยํา ความรวดเร็ว และคุณภาพ ของการตัดสินใจ
• ผู้ตัดสินใจสามารถควบคุมขั้นตอนในการตัดสินใจแก้ปัญหาเนื่องจากระบบ DSSเป้าหมายคือการสนับสนุนการตัดสินใจ
• ผู้ใช้สามารถสร้างและปรับปรุงระบบ DSS ขนาดเล็กที่มีการทํางานแบบง่ายที่มีการทํางานแบบง่าย ๆได้ด้วยตนเอง


3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจขั้นสูงมีความแตกต่างจากระบบผู้เชี่ยวชาญอย่างไร
ตอบ เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ให้ความสนใจเรื่องของอนาคตขององค์กร
เช่นการกําหนดวิสัยทัศน์ขององค์การ การกําหนดนโยบายและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนด เช่น การรวมกิจการ
การขยายกิจการการวางแผนระยะยาว การลงทุนในธุรกิจใหม่การหาแหล่งเงินทุนสารสนเทศที่ต้องการจึงมีขอบเขตกว้าง
ซึ่งต่างจากผู้เชี่ยวชาญเพราะผู้เชียวชาญอาจจะเป็นที่ปรึกษาหรือถนัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งในการตัดสินใจในการพัฒนาธุรกิจที่ดีได้


4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มมีประโยชน์และแตกต่างจากระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
ส่วนบุคคลอย่างไร
ตอบ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม (Group Decision Support System: GDSS)
เป็นระบบแบบโต้ตอบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่มบุคคล
สมาชิกในกลุ่มไม่จําเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน GDSS มีหลายแบบขึ้นอยู่กับตําแหน่งของผู้ใช้

1. สมาชิกอยู่ไม่ห่างกัน เช่น อยู่ในพื้นที่ที่กําหนด ห้องเดียวกัน ชั้นเดียวกัน สามารถติดต่อกันโดย
ใช้ระบบ LAN

2. สมาชิกอยู่ห่างกัน เช่น อยู่ต่างจังหวัดต่างประเทศ อาจเลือกใช้การประชุมทางไกล
(Teleconference) หรือกรณีที่มีการประชุมหรือกันบ่อยครั้งอาจติดต่อกันโดยเครือข่าย
WANหรือInternet ส่วนประกอบของGDSS
- ประโยชน์ของ GDSS
• ช่วยเตรียมความพร้อมในการประชุม
• อํานวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
• ส่งเสริมและสร้างบรรยากาศในการร่วมมือกันระหว่างสมาชิก
• จัดเตรียมข้อมูลและสารสนเทศที่เหมาะสมในการประชุม
• ช่วยจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
• อํานวยความสะดวกในการจัดทําเอกสารประกอบการประชุม
• ช่วยประหยัดเวลาในการประชุม และลดจํานวนครั้งของการประชุมได้


5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนำมาใช้ในด้านการบริการลูกค้าได้อย่างไรจงอธิบายและยกตัวอย่าง
ตอบ ช่วยในการตักสินใจให้กับลูกค้าที่กรณีที่ลูกค้ามาปรึกษากับเราเราอาจมีข้อเปรียบเทียบระหว่าง
สินค้า 2 อย่างที่ลูกค้าต้องการว่ามันมีข้อดีข้อเสียอย่างไรให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถ
ตัดสินใจเลือกอีกที เช่น กรณีที่ลูกค้าเข้าไปซื้อ notebookและสับสนว่าจะเอายี่ห้อไหนที่มันดีและเหมาะสมกับการทำงาน ลูกค้าเราก็ ต้องเป็นคนที่จะต้องอธิบายว่าทั้งสองยี่ห้อมันมีคุณสมบัติเหมือนหรือต่างกันอย่างไรให้กับลูกค้าฟัง

แบบฝึกหัดบทที่ 6

แบบฝึกหัดบทที่ 6
1. ระบบสารสนเทศมีผลกระทบต่อกระบวนต่อกระบวนการทำงานและโครงสร้างของ
องค์การอย่างไร
ตอบ 1. ลดระดับขั้นของการจัดการ
2. มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน
3. ลดขั้นตอนการดำเนินงาน
4. เปลี่ยนแปลงระบบการจัดการ
5. กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่

2. องค์การเสมือนจริงมีลักษณะอย่างไร และมีข้อดีอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับองค์การโดย
ทั่วไป
ตอบ องค์การเสมือนจริงเป็นรูปแบบขององค์การแบบใหม่ ซึ่งเป็นเครือข่ายของ องค์กรที่เชื่อม
โยงกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะ ลดต้นทุน สร้างและกระจายสินค้า
และบริการโดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งขององค์การ
1.มีขอบเขตองค์การไม่ชัดเจน
2. ใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
3. มีความเป็นเลิศ
4. มีความไว้วางใจ
5. มีโอกาสทางการตลาด

3. ระบบสารสนเทศสามารถถูกจัดเป็นประเภทใดบ้าง อธิบายและยกตัวอย่างระบบสาร
สนเทศในแต่ละประเภท
ตอบ มี 3 ประเภท ดังนี้
1.ระบบสารสนเทศแยกตามประเภทของธุรกิจ
2. ระบบสารสนเทศแยกตามหน้าที่ของงาน
3. ระบบสารสนเทศแยกตามลักษณะการดำ เนินงาน

4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (OIS) แตกต่างจากระบบสารสนเทศการประมวลผลธุรกรรม
(TPS) อย่างไร
ตอบ Official Information System (OIS) OIS คือ ระบบที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน
ในการปฏิบัติงานประจำวัน เช่น การทำรายงาน การทำบัญชี การทำแบบฟอร์มต่างๆ เราจะเห็นว่า
ระบบ OIS นี้ ส่วนมากจะเป็น Software สำเร็จรูปมากกว่า ที่จะพัฒนา ขึ้นมาใช้กันเองใน
องค์กร ตัวอย่าง ของระบบงาน OIS ได้แก่ Microsoft Office ประกอบด้วย
Microsoft Word ทำหน้าที่ในการช่วยทำเอกสารต่างๆ (พิมพ์) งาน
Microsoft Excel ทำหน้าที่ในการสร้างเอกสารในเชิงบัญชี ที่มีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวข้อง
Microsoft PowerPoint ทำหน้าที่ในการสร้าง Presentation (เสนองาน)
Microsoft Project ทำหน้าที่ช่วยในการทำแผนงาน

Transaction Processing System TPS คือ ระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำข้อมูลดิบ
ที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลเข้ามาสู่ระบบ ตัวอย่างเช่น การลงทะเบียนต้องมี
Software ที่ใช้สำหรับการกรอบข้อมูลเข้ามาในระบบ Software นั้นถือเป็นระบบ TPS
5. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบ TPS , OIS , MIS , DSS และ EIS
ตอบ (1)Transaction Processing System (TPS)
TPS คือ ระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำข้อมูลดิบ ที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลเข้ามาสู่
ระบบ ตัวอย่างเช่น
การลงทะเบียนต้องมี Software ที่ใช้สำหรับการกรอบข้อมูลเข้ามาในระบบ Software
นั้นถือเป็นระบบ TPS

(2)Official Information System (OIS)
OIS คือ ระบบที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน ในการปฏิบัติงานประจำวัน เช่น การทำรายงาน การ
ทำบัญชี การทำแบบฟอร์มต่างๆ เราจะเห็นว่าระบบ OIS นี้ ส่วนมากจะเป็น Software
สำเร็จรูปมากกว่าที่จะพัฒนาขึ้นมาใช้กันเองในองค์กร ตัวอย่าง ของระบบงาน OIS ที่เห็นชัด
ที่สุดได้แก่ Microsoft Office ประกอบด้วย

(3) Management information System (MIS)
ระบบ MIS เป็นระบบที่ช่วยในการจัดการด้านขอมูลข่าวสารภายในองค์กรจะเน้นที่การจัดเก็บ
และเรียกใช้ข้อมูลเป็นหลัก หน้าที่ ที่สำคัญที่สุดของระบบนี้คือ สามารถทำการสรุปข้อมูลต่างๆ
ทำเป็นรายงาน

(4) Decision Supporting System (Dss)
Dss เป็นระบบสารสนเทศที่ทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่ที่คอยเสนอทางเลือกหลายทางให้แก่
ผู้บริหาร

(5) Exclusives Information System (EIS)
EIS จะมีความคล้ายคลึงกับ ES มาก เพียงแต่ EISจะลดระดับความสามารถโดยจะนำข้อมูลที่
มีในอดีตมาเป็นตัวชี้ที่จะทำกา

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

แบบฝึกหัดบทที่ 1

แบบฝึกหัดบทที่ 1
1. ระบบสารสนเทศคืออะไรและระบบสารสนเทศมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง
ตอบ ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ IS) เป็นระบบพื้นฐานของการทำงานต่างๆ จะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนคือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (input), การประมวลผล (processing), และผลลัพธ์ (output) และมีส่วนเก็บข้อมูล (storage) ในชีวิตประจำวันสารสนเทศจำเป็นกับมนุษย์ในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ PDA ทำให้การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และเกิดความสะดวกสบายต่อมนุษย์ประกอบกับเป็นการตัดสินใจของเราในชีวิตประจำวันได้


2. ข้อมูลกับสารสนเทศ และสารสนเทศกับความรู้แตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ข้อมูลคือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ สัญลักษณ์ หรือเสียง ความรู้ คือการรับรู้และการเข้าใจสารสนเทศในระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสามารถ นำไปใช้แก้ปัญหาได้ในการดำเนินงาน ส่วนสารสนเทศนั้นคือข้อมูลที่ทำการประมวลผลแล้วสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ในอนาคต


3. ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศทั่วๆไปมีอะไรบ้าง
ตอบ ระบบสารสนเทศทั่วๆไปจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่
1. การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)
2. การประมวลผล (Processing)
3. ผลลัพธ์ (Output)


4. ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์(CBIS) คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ตอบ ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์CBIS)คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน ได้แก่
1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2. ซอฟต์แวร์ (Software)
3. ข้อมูล (Data)
4. การสื่อสารและเครือข่าย (Telecommunication)
5. กระบวนการทำงาน (Procedure)
6. บุคลากร (People)


5. จงยกตัวอย่างระบบใดๆ มา 1 ระบบพร้อมทั้งจําแนกส่วนประกอบและเป้าหมาย
ตอบ 1.ระบบ ร้านทำเสื้อ
2.ส่วนนำเข้า ผ้าเป็นผืน ด้าย กรรไกร จักรเย็บผ้า คนงาน
3.ประมวลผล การตัดการเย็บ
4.ผลลัพธ์ เสื้อสำเร็จรูป

แบบฝึกหัดบทที่ 4

แบบฝึกหัดบทที่ 4


1.จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ โปรโตคอล ,การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(EDI), บลูทูธ
ตอบ (1.) โปรโตคอล(Potocal)กฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูลซึ่งผู้ส่งข้อมูลจะต้องส่งข้อมูลในรูปแบบตามวิธีการสื่อสารที่ตกลงไว้กับผู้รับข้อมูลจึงจะสามารถสื่อสารกันได้
(2.)เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์การโดยใช้แบบฟอร์มของเอกสารที่มีรูปแบบสากล เช่น การส่งใบสั่งซื้อสินค้า ใบส่งของใบเรียกเก็บเงิน EDIช่วยให้การส่งเอกสารระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วลดการใช้กระดาษ ลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล
(3.) บลูทูธเป็นเทคโนโลยีที่ไร้สายส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุในแถบความถี่ 2.45 GHz สามารถสื่อสารเชื่อมต่อกันได้ในระยะสั้นๆไม่เกิน 10 เมตรเท่านั้น เช่น โทรศัพท์มือถือ PDA,Pocket PC,Notebook



2. ให้อธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ว่าแตกต่างกันอย่างไร (PAN , LAN , WLAN และ WWAN)
ตอบ (1.) PAN หรือเครือข่ายส่วนบุคคล แลกเปลี่ยนสารสนเทศและบริการเทคโนโลยีที่นำมาใช้ เช่น บลูทูธตัวอย่างการใช้เครือข่ายส่วนบุคคล เช่นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง เครื่องPDAกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสำหรับการใช้อินเตอร์เน็ตและ E-Mail
(2.) LANเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบท้องถิ่นระยะทางการเชื่อมต่อไม่เกิน 10กิโลเมตรส่วนใหญ่ใช้ในองค์การ สำนักงาน เช่นเครือข่ายในมหาวิทยาลัย
(3.) WLANเป็นการเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายระยะใกล้โดยไม่มีการเดินสายสัญญาณอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อเรียกว่าแอกแซสพอยด์ นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Notebookและคอมพิวเตอร์แบบพกพา
(4.) WAN เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่มากภายในเครือข่ายประกอบด้วย LAN MAN สามารถครอบคลุมได้ทั้งประเทศหรือทั่วโลก



3.จงยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในบทนี้มา 3 ตัวอย่าง
ตอบ (1.) การใช้ PDA เป็นแผนที่ในการขับรถ
(2.) การใช้ GPRS ในโทรศัพท์มือถือ
(3.) การเช็คยอดเงินในธนาคารทางโทรศัพท์



4. ไวแม็กซ์ต่างจากไวไฟอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ไวแม็กซเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระดับบรอดแบรนด์บนมาตรฐานIEEE 802.16โดยสามารถส่งข้อมูลกระจายสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังหลายจุด (Point to Multipoint) ได้พร้อม ๆกัน


5. จงอธิบายแนวทางการประยุกต์ใช้เครือข่ายส่วนบุคคลแบบไร้สาย(Wireless PAN หรือ WPAN) ที่บ้านและท่านจะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรบ้างในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายนี้
ตอบ (1.) ใช้ PDA ต่อกับ โทรศัพท์มือถือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยผ่านทาง บูลทูธ
(2.)ใช้เครือข่ายส่วนบุคคลในการเล่นอินเตอร์เน็ตและส่ง E-MAIL


6. จงยกตัวอย่างแนวโน้มของเทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายมา 2 ตัวอย่าง
ตอบ (1.) แนวโน้มอนาคตของการให้บริการ WI-FI จะขยายขอบเขตกว้างขึ้น
(2.)อนาคตการเชื่อมต่อบลูทูธจะขยายขอบเขตกว้างไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าเช่นการต่อเข้ากับโปรเจ็กเตอร์ เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ในระยะใกล้ ๆได้ด้วย

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

แบบฝึกหัดบทที่ 5

แบบฝึกหัดบทที่ 5
1. Instant Messaging (IM) คืออะไรสามารถสนับสนุนกระบวนการดําเนินธุรกิจได้อย่างไรบ้างและช่วยลดค่าใช้จ่ายโทรศัพท์ได้อย่างไร
ตอบ Instant Messaging ก็คือการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างหนึ่งแต่เป็นในรูปของตัวอักษร พนักงานในบริษัททั้งขนาดเล็กและใหญ่ต่างใช้ IMเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร สำหรับคนอีกจำนวนมาก IM คือการสื่อสารสำรองเมื่ออีเมล์มีปัญหาหรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆเทคโนโลยีที่ออกแบบมาสำหรับใช้สนทนาส่วนบุคคลชนิดตัวต่อตัวได้แทรกซึมมาถึงที่ทำงานแล้วนักธุรกิจจำนวนมากต่างหันมาใช้ IM ชนิดข้อความแทนการใช้โทรศัพท์และอีเมล์เนื่องจากพอใจในประสิทธิภาพที่รวดเร็วและคล่องแคล่วในการรับข้อมูลชนิดเรียลไทม์จากคู่ค้าซัพพลายเออร์ และเพื่อนร่วมงานที่ทำงานอยู่ห่งไกล


2. E-Commerce แตกต่างจาก E-Business อย่างไร
ตอบ อี-คอมเมิร์ช (E-Commerce) คือการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณา ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพื่มประสิทธิภาพขององค์กรโดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้งอาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขายพนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้ E-Business (อี-บีสเน็ต) คือรูปแบบของการทำธุรกิจโดยอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ระบบเครือข่าย (Internet ,Intranet หรือ Extranet) พื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และ การจัดการด้านการตลาดสำหรับองค์กร หรือ หน่วยงาน หรือ ส่วนบุคคลเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพโดยรูปแบบของการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบเครือข่าย และ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในองค์กรแบบ e-Business นั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้
1.ระบบลูกค้าสัมพันธ์ เช่น ใช้ในการแสดงสินค้า และ บริการ รวมไปถึงการรับการสั่งซื้อสินค้า และบริการ สถานภาพของสินค้าและบริการต่าง ๆ
2.การติดต่อกับแหล่งวัตถุดิบ เช่น การค้นหาวัตถุดิบการสั่งซื้อวัตถุดิบ และ การตรวจสอบสถานภาพของวัตถุดิบที่สั่งซื้อ
3.การติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้องเช่นธนาคารกรมศุลกากร
4.ลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานขององค์กร


3. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างการทำธุรกิจแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) , ธุรกิจกับลูกค้า (B2C) , ธุรกิจกับภาครัฐ (B2G)
ตอบ B2C มีแนวโน้มเกิดขึ้นยากในเมืองไทย
1. Business-to-Business (B2B) คือ การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกันเอง เพื่อการค้าขายการจัดการ การผลิตหรือวัตถุดิบ เช่น การสั่งซื้อสินค้าสำหรับห้างสรรพสินค้าจากผู้ผลิตหรือการสั่งซื้อชิ้นส่วนที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ตัวอย่างการดำเนินงานในประเทศไทย ได้แก่ ระบบการนำเข้าและส่งออกระหว่างคู่ค้าโดยใช้อีดีไอ (EDI) ผ่านกรมศุลกากรหรือการติดต่อธุรกิจระหว่างสำนักงานใหญ่และตัวแทนจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตระบบ B2Bนี้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ
2. Business-to-Consumer (B2C) คือ การทำธุรกรรมระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยตรง เป็นการซื้อขายตามปกติ เพียงแต่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาแทนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกประเภทสามารถเริ่มหรือขยายฐานธุรกิจได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก
3. Business-to-Government (B2G) คือ การทำธุรกรรมระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐส่วนใหญ่จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่รัฐบาลมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างแพร่หลายเช่นกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจะทำการประกาศและจัดซื้อครุภัณฑ์โดยใช้ระบบอีดีไอผู้ที่สนใจจะค้าขายด้วยนั้นต้องสามารถใช้ระบบอีดีไอในการรับส่งข้อมูลได้


4. จงยกตัวอย่างปัจจัยที่ทําให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประสบความสําเร็จและล้มเหลวมาอย่างละ 5ข้อ
ตอบ การใช้ต้นทุนที่ต่ำ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าไร้ขีดจำกัดในเรื่องของเวลา มีการแข่งขันและชิงความได้เปรียบกัน


5. อินเตอร์เน็ตส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์กับลูกค้าอย่างไรบ้าง
ตอบ มีผลทำให้ผู้ที่ผลิตคิดค้นวิธีที่ดีขึ้นต่าง ๆ นานาเพื่อให้ผู้ที่ใช้มีความ สะดวกสบายและทันโลกเทคโนโลยีทให้มากที่สุด


6. อินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ต่อการให้บริการลูกค้าอย่างไรบ้าง
ตอบ ในด้านการศึกษาเราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้จากทุกๆ ในด้านการศึกษาเราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้จากทุกๆ ที่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆซึ่งอินเตอร์เน็ตจะทำหน้าที่เหมือนกับห้องสมุดขนาดยักษ์ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้ถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือที่ทำงานของเราในเวลาไม่กี่วินาที.ประโยชน์ทางด้านการรับส่งข้อมูลข่าวสารผู้ใช้ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่งข้อมูลผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail กับผู้ใช้คนอื่น ๆ ทั่งโลกโดยเสียค่าใช้จ่ายที่ต่ำด้านธุรกิจการค้าอินเตอร์เน็ตมีบริการ ซื้อ-ขาย สินค้าผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือ Teleshopping เราสามารถเลือกดูสินค้าพร้อมทั้งคุณสมบัติต่าง ๆ ผ่านจอคอมพิวเตอร์ของเราแล้วสั่งซื้อจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ทันที บริษัทต่าง ๆ จึงมีการโฆษณาผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขันทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีเพิ่มมากขึ้น


7. ในยุคของความเจริญของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงการจําหน่ายซอฟต์แวร์ในรูปของซีดีรอมน่าจะลดน้อยลงและได้รับความนิยมน้อยกว่าการจําหน่ายโดยวิธีการดาว์โหลดผ่านทางอินเตอร์เน็ตแตในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้นการจําหน่ายซอฟ์แวร์ในรูปของซีดีรอมยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ท่านคิดว่าเพราะเหตุผลใด
ตอบ เพราะว่าการดาวน์โหลดแต่ละครั้งยังใช้เวลานานอยู่เป็นผลเสียกับคอมพิวเตอร์ของเราโดยตรง เช่น มีไวรัสติดเข้ามาสปายแวร์บ้าง ขยะต่าง ๆ ทำให้เครื่องอาจมีปัญหาภายหลังหลังได้ดั้งนั้นผู้คนจึงนิยมใช้ซีดีรอมเหมือนเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

แบบฝึกหัดบทที่ 3

แบบฝึกหัดบทที่ 3

1. จงระบุความหมายของคําศัพท์ดังต่อไปนี้ฐานข้อมูล(Database),คลังข้อมูล(DataWarehouse) , ดาต้ามาร์ท (Data Mart) , ดาต้าไมนิ่ง (Data Mining) และการประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ (OLAP)
ตอบ (1.) ฐานข้อมูล (Database)
(2.) คลังข้อมูล (Data Warehouse) คือที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและหลากหลายชนิดเข้าด้วยกันเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรโดยข้อมูลในคลังอาจได้มาจากแหล่งภายนอกองค์กร
(3.) ดาต้ามาร์ท (Data Mart) คลังข้อมูลขนาดเล็กมีลักษณะเฉพาะเจาะจง มีขนาดของข้อมูลและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการจัดทำคลังข้อมูล มีระยะเวลา ที่สั้นกว่านำไปประยุกต์ใช้ในระบบสนับสนุนการ ตัดสินใจในหน่วยงานสะดวกกว่าการใช้คลังข้อมูล กลางขององค์กร
(4.) ดาต้าไมนิ่ง (Data mining) เป็นเทคนิคในการสกัด (Extract)ข้อมูลและประมวลผล ข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ชั้นสูงจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สมารถค้นหา รูปแบบ แนวโน้ม พฤติกรรมและความสัมพันธ์ที่ซ่อน อยู่ภาย ในข้อมูลเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่
(5.) การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ (OLAP)เป็นเครื่องมือที่มีความสามารถในการค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังข้อมูลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว



2.จงอธิบายถึงประโยชน์ของคลังข้อมูลที่มีต่อพนักงานปฏิบัติการขององค์กร
ตอบ พนักงานสามารถเข้าถึงได้เพราะเป็นคลังข้อมูลขนาดเล็กมีลักษณะเฉพาะเจาะจงค่าใช้จ่ายไม่มาก ใช้เวลาในการทำสั้น และไม่ซับซ้อน



3. ธุรกิจอัจฉริยะ หรือ Business Intelligence คืออะไรและมีการนําไปใช้งานอะไร
ตอบ การใช้ข้อมูลองค์การที่มีคุณค่ามาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการดำเนินการของธุรกิจโดยทั่วไปจะเกี่ยวกับการเข้าใช้งานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลการพบโอกาสใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจหน้าที่หลัก ๆ ของมันคือการสนับสนุนการตัดสินใจ การรายงานการประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ (OLAP) การวิเคราะห์ทางสถิติการพยากรณ์ การทำดาต้าไมนิ่ง (Data mining)



4. จงยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ดาต้าไมนิ่งในธุรกิจอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในบทนี้มาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
ตอบ 1. คลินิค 2.ประกันภัยรถ 3. ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลเว่น



5. จากปัญหาของแฟ้มข้อมูลที่ได้กล่าวในตอนต้นของบทนี้ ท่านคิดว่าคลังข้อมูลและดาต้าไมนิ่งช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ตอบ คลังข้อมูลถูกออกกแบบมารับการเลือก การกรั่นกรอง การปรับแก้ไข และทำมาตรฐานเดียวกับเพื่อช่วยให้ใช้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องสมารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วและจะจัดเก็บข้อมูลที่สนใจและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาประมวลผล Location